เอนทรี่นี้ คิดว่า(น่า)จะ"ยาว" และมันเกี่ยวกับ"ไมเคิล แจ๊คสัน"ล้วนๆ
นับตั้งแต่การถ่ายทอดสดท่างช่อง"ทีวีไทย" ถึง "นิตยสารเมียฝรั่ง"

ออกตัวตั้งแต่ก่อนเริ่มพิธีไว้อาลัย "ผมไม่ได้เป็นแฟนเพลงของไมเคิล แจ๊คสัน"
► เข้าใจค่ะว่าคุณเป็นแฟนเพลงดนตรีร็อค แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น Bon Jovi ตาย แล้วมีคอมเมนเตเตอร์ออกตัวก่อนเลยว่า"ผมไม่ได้เป็นแฟนเพลงBon Jovi" กลางงานไว้อาลัยของศิลปินคนโปรด คุณก็(อาจ)จะเข้าใจความรู้สึกของแฟนเพลงไมเคิล
ไม่เข้าใจว่าไอ้การที่จะพูดว่า "ผมไม่ใช่แฟนเพลงไมเคิล แจ๊คสัน" ตั้งแต่ที่ทีมงานโทรไปเชิญให้มาเป็นคอมเมนเตเตอร์แสดงทัศนะในคืนนั้น มันยากมากมั้ย?? แล้วคุณโปรดิวเซอร์แทนที่จะเลือกคนที่เขาศรัธาและชื่นชมในตัวของไมเคิลมาเป็นคอมเมนเตเตอร์มันจะไม่ดีกว่านี้เหรอ??

ผลสรุปของความความบนผิวของไมเคิล "สงสัยเขาคงอยากลองมั้งครับ"
► ในขณะที่แขกของงานต่างขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ถึงคุณงามความดี และความเป็น"มนุษย์ธรรมดา"ของไมเคิลที่ผู้ชมอย่างเราไม่มีวันที่จะได้รับรู้จากสื่อไหนเลย แต่ผู้ดำเนินรายการต่างพยายามยัดเยียดความเป็น"เอเลี่ยน"ของไมเคิลทุกครั้งที่สบโอกาส
พิธีกรชายหญิงทั้งสองคนพูดเปิดประเด็นให้คุณ(อักษรย่อ)ม.น.พูดถึงสีผิวที่เปลี่ยนไปของไมเคิล ว่าเขาจงใจเปลี่ยนสีผิว เพราะไม่ชอบที่ตัวเองเป็นคนผิวสี(ซึ่งเรื่องที่สีผิวของไมเคิลเปลี่ยนไป เขาได้ออกมาพูดว่าเขาเป็น"โรคด่างขาว" ในรายการของโอปราห์ วินฟรีย์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว) แต่กลับไม่มีการพูดถึง"โรคด่างขาว"ที่ไมเคิลเป็นออกจากปากของสิ่งมีชีวิตทั้งสามเลย
และเมื่อคุณพิธีกรหญิงต้องการข้อสรุปของความขาวบนผิวของไมเคิล คุณ(อักษรย่อ)ม.น.ก็ตอบกลับมาแบบง่ายๆเลยว่า "เขาคงอยากลอง(ขาว)มั้งครับ"

"เพราะเพลงของชาร์ลี แชปลิน มันเป็นเพลงที่ตลกๆขำๆนะครับ"
ตอนที่บรูค ชิลด์สออกมากล่าวถึงมิตรภาพของเธอกับไมเคิล ก่อนจะปิดท้ายถึงเพลงSmile ของชาร์ลี แชปลิน ที่ไมเคิลชอบที่สุด เธอบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งมาก แต่คงด้วยภาพลักษณ์ของชาร์ลี แชปลิน ก็สามารถทำให้คุณพิธีกรหญิงเข้าใจว่ามันเป็นเพลงที่สนุก และที่พึ่งอย่างคุณ(อักษรย่อ)ม.น.ก็ตอบรับเธออย่างดีว่า "เพราะเพลงของชาร์ลี แชปลินมันเป็นเพลงที่ตลกๆขำนะครับ"

"ผมไม่มีความคิดเห็น เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับงานของคนดังที่เสียชีวิต"
► คำถามสุดท้ายจากพิธีกรหญิงว่ารู้สึกยังไงกับการจัดงานครั้งนี้ คำตอบที่คาดว่าทุกคนคงจะเดาได้ที่จะออกจากปากคุณ(อักษรย่อ)ม.น.คือ "ผมไม่มีความเห็น"

     หลายๆคนคงสติหลุดตั้งแต่ได้ยินคำว่า"ผมไม่ใช่แฟนเพลงไมเคิล แจ๊คสัน"แล้วล่ะ บางคนถึงกลับเลิกดู บางคนก็ยอมมี่จะทนเปลี่ยนไปดูทางอินเตอร์เน็ต ส่วนคนที่โชคดีบ้านมีเคเบิลก็ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดกับการโชว์ปาหี่ของคนทั้งสามคนนี้
    
แต่สำหรับคนที่ไม่มีทางเลือก ก็ต้องทนดูต่อไป แต่อารมณ์ของการที่จะซาบซึ้งกับบรรยากาศในงาน"ไว้อาลัย" ก็ต้องมานั่งกรนด่าทั้งสามคนนี้แทน(แต่ตอนหลังหนูปารีส ก็สามารถเรียกน้ำตาคนดูได้อย่างถล่มทลาย)
     จากการที่เวลาการถ่ายทอดสดในบ้านเรามันดึกมาก คนที่ถ่างตาดูส่วนใหญ่ก็คงเป็นแฟนไมเคิล แจ๊คสันทั้งนั้น แต่การกระทำของทั้งสามคน เหมาะแล้วเหรอที่จะแสดงในพิธีไว้อาลัย ในขณะที่แฟนเพลงไมเคิลที่ดูอยู่หน้าจออยู่ในภาวะเศร้า และมันเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติต่อผู้เสียชีวิต ต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และไม่ให้เกียรติผู้ชมทางบ้านที่เป็นแฟนเพลงของไมเคิล

     และการแสดงอีโก้ของคุณ(อักษรย่อ)ม.น. ก็ยังมีต่อใน"หนังสือเมียฝรั่ง"ฉบับที่644 ในหัวข้อ "ไมเคิล แจ๊คสันตาย สื่อไทยทำไมต้องครึกฏครมนัก" โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์!!
     จากที่รู้มา"สื่อไทย"ยังสู้"สื่ออเมริกา"ไม่ได้เลยค่ะ ทางโน้นเสนอข่าวไมเคิลตั้งแต่เช้ายันเย็น ทำเป็นสกู๊ปกันเลย เปิดเป็นเจอ เปิดเป็นเจอ ถ้าเปรียบเทียบกัน เอาตัวเราเป็นหลัก ถ้าสื่อไทยครึกโครมจริง เราซึ่งเป็นคนที่ดูโทรทัศน์น้อยมาก ก็ต้องเปิดเจอทุกครั้งที่ดูโทรทัศน์ แต่เราเจอแค่สองข่าวเอง

บางส่วนจากในหนังสือ(ตัวแดงคือเนื้อกาในหนังสือ ต่อด้วยความคิดเราเอง)

"สื่อโทรทัศน์ไทยแน่ใจแล้วหรือว่าประชาชนกระหายข่าวไมเคิลตายมากจริง?"
► แล้วคุณแน่ใจเหรอว่าประชาชนไม่กระหายข่าวของไมเคิล

แต่ก็ยังดีที่คุณม.น. ยังได้มีการชมไมเคิลของเราบ้าง แต่นี่ก็เป็นเหมือนกับการลูบหลังต่อด้วยการตบหัวเป็นชุดกับเราที่เป็นแฟนเพลงไมเคิล ต่อไป..

นอนในโลแก้ว อัดก๊าซอ๊อกซิเจน
► ไม่เข้าใจว่าที่เขาเขียนมาต้องการสื่ออะไร แต่สำหรับคนไม่รู้ โลงแก้วนั่นเป็นการรักษาที่ไมเคิลลองดูเพราะมีคนแนะนำมา เพราะไมเคิลประสบอุบัติเหตุ(มากพอสมควร)ตอนถ่ายโฆษณาPepsi

อยู่บ้านที่สร้างเป็นสวนสนุกชื่อ "Neverland" บนเนื้อที่ 12000 ตารางเมตร มีสวนสนุก มีโรงหนัง ฯลฯ
► แล้วไงอ่ะ? ถ้าเราลองน้อนถามหลายๆคนว่าความทรงจำในวัยเด็กของคุณเป็นยังไง? เคยไปเที่ยวไหนมาบ้าง? เล่นอะไรกับเพื่อนบ้าง? ทุกคนก็ตอบได้อยู่แล้ว เล่นบอลกับเพื่อน ดูหนังกับเพื่อน เล่นเกมกับเพื่อน ไปสวนสนุกกับครอบครัว แต่ถ้าเราถามคำถามนี้กับไมเคิลดูบ้าง คำตอบเดียวเลยคือ ทำงาน เพราะไมเคิลโดนพ่อเคี่ยวเข็นให้ฝึกร้องฝึกเต้นตั้งแต่เด็ก และก็ทำวงThe Jackson 5 ตั้งแต่ 8 ขวบ พอเมื่อเขาโตมา มีเงินและโอกาสเขาก็อยากจะเติมเต็มชีวิตในวัยเด็กที่สำคัญที่สุดของเขาที่ขาดหายไป

เชิญเด็กๆนับพันคนมาเที่ยวเล่น
► ตอนที่ไมเคิลเชิญเด็กๆมาเที่ยวในบ้านของเขาเป็นเพราะฉลองอะไรสักอย่าง(จำไม่ได้) แต่ถ้าปกติแล้ว มีเด็กไม่กี่คนที่ไมเคิลพามาเล่นที่นั่น

ขนานนามตั้งฉายาตยเองว่า "King of Pop" แปลว่า ราชันย์แห่งเพลงป๊อป(งานนี้โดนด่าหูจม)
► ใครกันที่โดนด่าหูจม? ไมเคิลเป็นคนที่ถ่อมตัวมากแล้วยังเป็นคนสุภาพมากด้วย คนที่ตั้งฉายานั้นให้ไมเคิลคือ "อลิซาเบท เทย์เลอร์"ต่างหาก ไม่รู้แล้วยัง... เหอะ!!

แต่งงานกับลิซ่า มาลี เพรสลีย์ ลูกสาวเอลวิส "ราชันย์เพลงร็อค"(เติมให้นะจ๊ะ ร็อคแอนด์โรว)
► แปลกมากเหรอ?? ตอนที่ไมเคิลแต่งงานกับเด๊บบี้ โรว น่าตกใจมากกว่าอีก!!!

ละเมิดทางเพศ ข่มขืนเด็กผู้ชาย มอมเหล้าเด็ก
► น่าแปลกนะ ตอนที่มีข่าวฟ้องร้อง"ล่วงละเมิดทางเพศ"สื่อนี่ลงข่าวเสนอข่าวกันอย่างครึกโครมสุดๆ แต่ตอนที่ศาลยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ "ไอ้พวกสื่อมันทำไมเงียบแบบนี้ ลงด้วยสิว่ะ! ว่าศาลยกฟ้องแล้ว เอาให้ครึกโครมแบบตอนฟ้องเลยสิ!!!"
ส่วนเรื่องขมขื่น แพทย์ที่ตรวจรูก้นของไอ้จอร์แดน(ขออภัยที่หยาบ) ก็บอกแล้วนี่ว่าไม่มีร่องรอยของการข่มขื่น แล้วก็ขอบอกไว้เลยว่า ข่าวทั้งหมดน่ะ กูไม่เชื่อ เพราะไมเคิลได้ให้การอย่างหนักแน่งเลยว่าเขาไม่ได้ทำ ตอนนี้ข่าวล่าสุดที่ออกมาคือไอ้จอร์แดนได้ออกมาบอกว่าไมเคิลไม่ได้ทำอะไรมันเลย ตอนนั้นเพราะพ่อบังคับเพราะอยากได้เงินจากไมเคิล(สมใจมันได้ไป 20ล้านดอลได้)และมันก็เสียใจ แล้วก็อยากจะขอโทษไมเคิล(สายไปมั้ย) ไม่รู้ว่าข่าวจะเชื่อได้มั้ย เพราะมันมาจากTHE SUN แต่ถึงไม่มีข่าวไอ้นี่ออกมาเราก็เชื่อว่าไมเคิลไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด

ผ่าตัดแปลงโฉม เปลี่ยนสีผิว
► ในรายการของโอปราห์ วินฟรีย์ ไมเคิลเคยพูดว่า "ถ้าลองให้คนที่ศัลยกรรมในอเมริกาพักงานอยู่กับบ้านล่ะก็เมื่องคงร้างไปเลย" ซึ่งโอปราห์ก็เห็นด้วย เค้าทำแล้วมันเดือดร้อนใครมั้ย?? สิ่งสำคัญมันอยู่ที่จิตใจ ถึงหน้าของเขาจะเปลี่ยนแต่ที่ไม่เปลี่ยนคือรอยยิ้ม และจิตใจที่บริสุทธิ์
ส่วนเรื่องสีผิว อย่างที่บอกไมเคิลออกมาเล่าไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าไมเคิลฟอกสีผิวอยู่ และเพราะการที่ไมเคิลฟอกสีผิวนั่นแหละ เลยทำให้เขาไม่สามารถโดนแดดได้ ถุด! บอกจนปากจะฉีก ว่ามันเกิดจากโรคด่างขาวที่เขาเป็น แล้วเขาก็ได้ปรึกษากับครอบครัวเลยตกลงว่าจะใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเม็ดสีผิวไป ทำให้ผิวของไมเคิลขาวจนซีด และทำให้โดนแดดนานไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจเชิญหาข้อมูลจากเน็ตได้ค่ะ ตอนนี้มีคนมาลงเรื่องนี้เยอะมาก
แต่ข้อสำคัญคือ ไมเคิลเค้าภูมิใจกับสายเลือดผิวสีของเขามาก เขาไม่ได้อยากมีผิวขาวเลย ถึงภายหลังผิวของเขาจะขาว แต่เขาก็ยังบอกว่า "I'm a BLACK AMERICAN"

ขอจบแต่เพียงเท่านี้ อยากอ่านต่อ เชิญแผงหนังสือใกล้บ้านค่ะ^^ จะอ่านฟรีหรือซื้อก็ได้ค่ะ ส่วนเขาคนนั้นจะยังคงเป็นคนที่อีโก้สูงอยู่แบบนี้ต่อไปก็ช่างเขา เพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงใครได้อยู่แล้ว นอกจากตัวของเขาเอง

หลายคนไม่เคยรู้เลยว่าเราชอบไมเคิล พอรู้กันนี่งงกันเป็นแถบ 55
ต้องของคุณคุณนายแม่ ที่ทำให้หนูได้รู้จักไมเคิลตั้งแต่เด็กๆนะคะ

ความรักของเราที่มีต่อไมเคิลมันลึกซึ้งมากนะ แน่นอนว่าเรารักเขาที่ผลงาน แต่มันยังมีรายละเอียดส่วนลึกมันมีมาก จนไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด เราไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือได้หมด แต่ก็จะพยายามพิมพ์ไม่ให้คนที่อ่านงงแล้วกัน
เพื่อเป็นการป้องกันการงงและสับสนในสิ่งที่เราเขียน(จริงๆแล้วกลัวตัวเองเขียนสับสนมากกว่า ฮา) จะแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆซักสามข้อล่ะกัน(จริงๆแล้วมันมีมากกว่านี้)

ไมเคิลรักแฟนเพลงของตัวเองมากกก~
ถ้าเป็นคนที่เป็นแฟนไมเคิลจะรู้ดี เมื่อไหรก็ตามที่แฟนเพลงบอกกับไมเคิลว่า "Michael , I love you"
เขาจะตอบกลับอย่างอ่อนโยนเสมอ "I love you too"
ไมเคิลบอกรักแฟนเพลงบ่อยมาก "I love you more" "I love you so much" ปากหวานซ้า~
และเวลาที่มีแฟนเพลงมาห้อมล้อม ไมเคิลจะโบกมือให้พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนเสมอ
มีครั้งนึงที่เบอร์ลิน
ไมเคิลอยู่ในรถและได้เห็นว่ามีแฟนคลับอยู่ข้างนอกมาก บางคนเตีรยมของขวัญที่จะให้เขาด้วย
เขาเลยบอกกับการ์ดที่อยู่ประตูรถว่าเขาจะเอาของขวัญที่แฟนเพลง ช่วยส่งให้ด้วย
แล้วมีแฟนคนนึงได้ให้รูปเด็กถือดอกไม้กับไมเคิล ไมเคิลชอบมาก เลยบอกให้การ์ดถามหาคนที่ให้รูปนี้กับเขา
แล้วก็ให้เธอคนนั้นขึ้นมาบนรถ เธอถามว่าเธออยากกอดเขาจะได้มั้ย ไมเคิลตอบแบบไม่ลังเลเลย ได้ซิ แล้วก็กอดแฟนคนนั้นแบบแนบแน่นและอ่อนโยน
และในงานแถลงข่าว concert ที่ลอนดอน หลังจากที่ไมเคิลไม่ได้เจอแฟนเพลงมานาน
คำแรกที่เขาพูดกับแฟนเพลงคือ "I love you so much"
และก่อนจะลงจากเวที "I'll see you in July and I love you.Ireally do you have to know that I love you so much.Really from the bottom of my heart.This is it!See you in July."
ความทรงจำ รอยยิ้ม ความอ่อนโยน อบอุ่น ทุกๆอย่างของไมเคิล จะไม่มีวันลืมเลย...

ทำบุญแบบไม่เอาหน้า และรักเด็กอย่างบริสุทธิ์ใจ
จะมีใครรู้บ้าวว่าไมเคิลบริจากเงินเพื่องานสังคมสงเคราะห์ไปมาแค่ไหน แต่มันก็มากพอที่กินเนสบุ๊คจะบันทึกชื่อของไมเคิลลงในนั้น ว่าเป็นนักร้องที่บริจากเงินเพื่องานสังคมสงเคราะห์มากที่สุดในโลก(ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 400-500ล้านดอล รึปล่าว?) แต่ก็นั่นแหละไมเคิลไม่เคยคิดจะป่าวประกาศว่าเขาบริจาคเงินที่นั่นที่นี่ไปเท่าไหรแต่ความดีของเขาตรงนี้กลับไม่เป็นที่น่าสนใจของสังคม เปรียบได้กับการปิดทองหลังพระนั่นแหละ
เขาเคยพูดไว้ว่า
"ผมไม่มีวันที่จะทำร้ายเด็ก เพราะพวกเขาไม่เคยทำร้ายผม ผู้ใหญ่ต่างหากที่ทำร้ายผม" ความรักของไมเคิลที่ให้กับเด็กๆนั้นบอกได้เลยว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์
แต่ก็มีเด็กที่ทำร้ายเขาเหมือนกัน(ไอ้จอร์แดน) เขาโดนกล่าวหา โดนสังคมตราหน้า เป็นตำหนิที่คอยกัดกินไมเคิลจนทรุดโทรม
"ให้ผมเชือดข้อมือตัวเองดีกว่าที่จะให้ผมทำร้ายเด็ก ผมไม่มีวันทำร้ายเด็กเป็นอันขาด ไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือที่เลวร้ายพวกนี้ทำให้ผมเจ็บปวดแค่ไหน"
สุดท้าย "ผมเห็นพระเจ้าในดวงหน้าของเด็กๆ ถ้าในโลกนี้ไม่มีเด็ก ถ้ามีใครซักคนป่าวประกาศว่าเด็กทุกคนตายหมด ผมจะกระโดดตึกตายทันทีผมจะไม่อยู่อีกต่อไป"

ไมเคิลบริสุทธิ์เกินไปที่จะอยู่บนโลกที่เน่าเฟะใบนี้ โลกที่ไมเคิลหวังว่าจะเกิดสันติภาพแก่ทุกคน โลกที่สวยงามในจินตนาการของไมเคิลตอนนี้มันยากเกินไปที่จะเยียวยาแล้วล่ะ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มีแต่คนเห็นแก่ตัว

ตอนนี้ก็ทำใจเรื่องไมเคิลได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็มีบางครั้งที่เรายังร้องไห้อยู่ เพราะเราไม่เคยรู้สึกถึงการสูญเสียว่ามันเป็นยังไง จนตอนนี้มานั่งคิดดู ถ้าคนที่สำคัญกับชีวิตเรามาก อย่างพ่อกับแม่จากเราไปล่ะ แน่นอนว่ามันต้องมีสักวันที่มันต้องมาถึง เพราะมนุษย์เราไม่ได้มีชีวิตอมตะเหมือนในนิยาย เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆเราก็ต้องเข้มแข็งให้ได้ เพราะเขาจากไปแต่กาย เขาไม่ได้ตายไปจากใจเรา ยังอยู่ในใจเราเสมอ ^^

เอนทรี่หน้ากับข้อสุดท้าย "ไมเคิล แจ๊คสันในฐานะพ่อ"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! เราไม่ได้ดู รายการโทรทัศน์ นะเเต่เราก็เข้าใจเพราะตอนนั้น ฟังรายการวิทยุ ที่ป้าวาสเป็น คนจัดอยู่ป้าก็บ่นอุบว่าสื่อไล่ควาญ หานักฟังเพลงตัวยงหรือคนในวงการมากล่าวเกี่ยวกับงานของไมเคิล เเต่ป้าวาสก็ปฏิเสธไป เลยรอดตัว เเต่สำหรับ ลุงมาโนช เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าคิดอะไร แต่เราว่าถ้ามองเเบบเข้าข้างเราคงโทษสื่อ
ส่วนข้อรายละเอียดที่เอามาลง ขอขอบคุณด้วยจริงๆ ชอบๆมากๆ รับรู้เลยว่า โลกนี้ขาดคนดีๆไปอีกคนเเล้ว
เหอๆ ไม่รู้คุณมาโนช เขาคิดไรอยู่ตอนนั้นนะ

แต่เราคิดว่า "อย่างน้อย" ในงานพิธีแบบนี้
ควรรักษากาลเทศะบ้างน่ะค่ะ angry smile

#2 By yooney มาเยือน~ on 2009-07-16 01:06

ฉันร้องไห้ คิดถึงไมเคิล ทุกวันเลย ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของไมเคิล จริงๆ

#3 By เก๋ (124.120.118.175) on 2009-08-05 20:50

รัก mj

#4 By imj (125.27.232.43) on 2009-09-03 20:36